Header Ads

Interview : บทสัมภาษณ์กับอ.เมธา บุนนาค


บาราย หัวหิน 
            
                มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผู้เขียนได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์สถาปนิกที่มีชื่อเสียงอย่าง อ.เมธา บุนนาค ในโอกาสนี้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ไปไม่กี่คำถาม เนื่องจากเป็นงานในรายวิชาที่ผู้เขียนกำลังเรียนอยู่ คือวิชา หลักปฏิบัติวิชาชีพ แต่อยากให้ผู้อ่านได้อ่าน เพราะเนื่องจากมีเนื้อหาที่มีประโยชน์ในแง่ให้กำลังใจและเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานแก่สถาปนิก และคนทำงานด้านศิลป์




.เมธา:    ขอบคุณครับที่มา นี่เราเป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมหรือเปล่า เราอยู่ปีอะไรแล้ว
ชัชยากร:      ปี4ค่ะ
.เมธา    อ๋อ ปี4แล้ว

.เมธา:      ค่อยๆไปแล้วกัน อาชีพสถาปัตยกรรมเป็นวิชาชีพ หมายความว่า มันไม่เหมือนกับการทำเก็งกำไร อันนี้ไม่ใช่อาชีพ ซึ่งอาชีพหมายถึง คนคนหนึ่งได้รับการศึกษา และได้มีประสบการณ์ เขาใช้การศึกษาและประสบการณ์มาทำอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว เราจึงเรียกสิ่งนี้ว่าอาชีพ ตัวอย่างเช่น การค้ายาบ้า อันนี้ไม่ใช่อาชีพ อาชีพอย่างอาชีพหมอ ทนายความ นักบัญชี วิศกร พวกนี้เป็นอาชีพที่ต้องเรียนมาก่อนแล้วมีประสบการณ์มาสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ทีนี้บริษัทคือการจัดตั้งคนจำนวนหนึ่งขึ้นมาทำงานตามวิชาชีพ ซึ่งบริษัทมันจะมีกี่คนก็ได้ จะมีคนเดียวก็ได้ มีสิบคนก็ได้ ห้าสิบคน ห้าร้อยคนก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดเลยของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนหรอกครับ มันอยู่ที่ความสามารถของคน หมายความว่าบริษัททุกบริษัทในโลกนี้ต้องการสิ่งเดียวที่เหมือนกันหมดเลยคือ บริษัทที่เล็กที่สุด และมีคนเก่งมากที่สุด ซึ่งบริษัทใหญ่ที่สุด แต่มีคนไม่เก่งเลยก็เจ๊งสิครับ เรามีบริษัทที่เล็กที่เหมาะกับเรา เหมาะกับสถาปนิกหลายๆคน บริษัทที่เล็กที่สุด แต่มีคนเก่งมากที่สุดอย่างนี้ดี บริษัทของแต่ละคนก็พยายามทำให้เหมาะกับพวกเขา คือมีความเก่งเรื่องอะไร ไม่เก่งเรื่องอะไร เมื่อตัวเขารู้ตัวเขาดีว่าทำอย่างนี้ได้ดี เขาก็ตั้งบริษัทให้เหมาะกับพวกเขา อย่างบริษัท A49 คุณนิธิเป็นคนเก่ง แกทำด้านบริหารได้ดี แกออกแบบได้ดี แล้วแกก็มีทัศนคติกับเพื่อนร่วมงานที่ดี ปกครองได้ดี ทำให้บริษัทขยายใหญ่ขึ้นมาได้ แต่ถ้าอย่างผม ผมเห็นสถาปัตยกรรมคือศิลปกรรม ไม่ใช่สถาปัตยกรรมแบบผลิตสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมคือศิลปกรรม เหมือนประติมากรรม การปั้น painting การทำกวีนิพนธ์ ดราม่า มันเป็นศิลปะทั้งนั้น เห็นว่าสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของศิลปกรรม ผมจะทำงานสถาปัตยกรรมโดยเห็นว่ามันคือศิลปกรรม ผมจึงทำงานได้จำนวนน้อย ทำจำนวนน้อยลงแต่ใช้เวลาทำงานมากขึ้น เพื่อให้ได้คุณค่าทางศิลปกรรม ไม่เหมือนคุณค่าทางการพาณิชย์ ถ้าเราต้องการคุณค่าทาง commercial งานด้านพาณิชย์ ต้องรีบทำให้เสร็จเร็วๆ เอาเงินเข้าบริษัทเยอะๆ

Luis Barragan
สถาปนิกชาวเม็กซิโก

ผลงานออกแบบของ Luis Barragan
งานออกแบบส่วนใหญ่จะใช้สีในการออกแบบ


ชัชยากร:       แล้วอาจารย์มีงานน้อย อาจารย์บริหารงานในบริษัทและดูแลลูกน้องอย่างไร

.เมธา:         คือมีงานน้อยงานมากอย่างไรมันก็ต้องมีรายรับรายจ่าย ปีหนึ่งเราทำงานสอง ชิ้น   สามชิ้นเท่านั้น ไม่เหมือนบริษัทอื่นที่ทำเป็นสิบๆชิ้น ฉะนั้นงานสองสามชิ้นนี้ เราต้องมั่นใจว่างานออกมาดีที่สุดจริงๆ คือ เราศึกษามาก ทดลองทำโมเดลหลายๆตัว เมื่อรู้ว่าไม่พลาดแล้ว จึงเขียนแบบ โมเดลของเราไม่ได้ทำโชว์แต่ทำเพื่อศึกษา space  เพราะฉะนั้นเราจะใช้เวลาทำงานสถาปัตยกรรมมากกว่าคนอื่น เรามีงานน้อยเราต้องมั่นใจว่าเรามีรายรับมากกว่ารายจ่าย มันไม่ได้มีความหมายว่าคนทำงานจำนวนน้อยจะมีรายรับน้อยกว่าคนทำงานเยอะกว่า และไม่ได้มีความหมายว่าคนทำงานจำนวนน้อยจะทำงานห่วยกว่าคนบริษัทใหญ่ๆ และไม่ได้มีความหมายเลยว่าบริษัทใหญ่ๆจะทำงานได้มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากกว่าบริษัทเล็กๆ และไม่ได้มีความหมายเลยว่าบริษัทใหญ่ๆจะมีรายรับมากว่าบริษัทเล็กๆ มันขึ้นอยู่กับวิธีการ อย่างบางคนทำคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านคนเดียว รายรับของเขาได้เป็นล้าน นั่งทำอยู่คนเดียว คอมพิวเตอร์ที่เขาทำมีการซื้อขายผลิตภัณฑ์อะไรบางอย่าง แล้วคนนี้มีลูกค้าประมาณสองหมื่นคน เหมือนกันฮะ มันขึ้นอยู่กับความชำนาญความเก่งของคนๆนั้น

โบสถ์ Ronchamp ผลงาน Le Corbusier


ชัชยากร      อาจารย์คะ แล้วถ้าเกิดคนๆนั้นไม่เก่ง แต่รักที่จะทำ
.เมธา:          อันนี้ตอบคำถามเลยนะ คือไม่เก่งแต่รักที่จะทำ ผมเข้าใจ คือคนที่เอางานมาให้เรา เจ้าของงานสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่ได้มาหาเราเพราะเราเป็นลูกของใคร แต่เรามีงานบางอย่างที่สร้างขึ้นมาแล้ว แล้วเขาไปดูมา เขาเห็นมาแล้ว ว่ามันดีจริงๆเขาจึงมาหาเรา มันไม่ใช่เพราะเราเป็นลูกของใคร หรือมีนามสกุลใหญ่ๆโตๆ ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว เดี๋ยวนี้เอาความสามารถเข้าว่าเลย เพราะฉะนั้นคำว่าไม่เก่งต้องระวังให้ดีนะครับ ยังไงคนๆนั้นไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น เพียงแต่เจ้าของเขาเห็นและเขาเชื่อว่าเก่ง ถ้ามีคนเก่งกว่าเรา เขาจะไม่มาหาเรา ถ้าเขาต้องการงานที่ดี ปกติที่สุด เขาก็ไปบริษัทดีๆอย่าง A49 ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่ทำงานได้เป็นระบบ ส่งงานตรงเวลา งานของเขาอยู่ใน budget ไม่ตำ่เกินไปไม่สูงเกินไป  แต่บางคนต้องการ Frank Gehry, Zaha Hadid เขาต้องการอะไรมากกว่านั้น ฉะนั้นจำนวนพนักงานขึ้นอยู่กับคนๆนั้นเป็นยังไง บางคนมีพนักงาน2คน ตัวเขาคนหนึ่ง พนักงานคนหนึ่ง แต่ทำงานได้ยอดเยี่ยม เก่งจริงๆ ครีเอทีฟได้ ผมจะบอกให้เลย เคยได้ยินชื่อสถาปนิก Luis Barraganไหมครับ เขาทำงานตัวคนเดียว ตอนที่เขาอายุหกสิบเขาทำงานมีผู้ช่วยสถาปนิกอยู่สองสามคน ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ตอนที่ Le Corbusier ทำงานที่โบสถ์ Ronchamp ก็มีคนช่วยไม่มาก คนที่ต้องการคุณค่าเขาจะเอาตัวของเขาขึ้นออกมาเอง เพราะฉะนั้นจึงทำงานได้น้อย จุดแข็งจุดอ่อนนี่ก็เหมือนกัน ทุกคนในโลกนี้มีทั้งนั้น ส่วนของผม ผมทำงานในด้านบริหารไม่ค่อยดี แต่ผมทำงานออกแบบได้ดี ถ้าจะให้ผมไปติดต่อกับเจ้าของ ติดต่อต่างๆผมทำไม่ค่อยเป็น คือการทำ management ผมจะทำได้ดีในด้านออกแบบ เขียนแบบ คุมงานก่อสร้าง  ส่วนเรื่องที่จะต้องไปทำสัญญา คุยกันเรื่องสัญญา เป็นเรื่องที่ปวดหัว นี่คือจุดอ่อนของผม และจุดแข็งของผม แต่บางคนก็ทำได้หมด ทั้งอ่อนทั้งแข็งไม่มี ทำได้หมดเลย ทั้งเรื่อง management ทั้งเรื่องการออกแบบ ทำได้หมดคนเดียว


.เมธา:          ด้านปรัชญาในการทำงานเนี่ย ไม่มีใครเหมือนใครบนโลกนี้ คุณจบมาเป็น สถาปนิกในอนาคต คุณก็คิดแบบของคุณ มีปรัชญาของคุณที่ไม่เหมือนปรัญชาของใคร จะดีมากถ้าคุณไม่เหมือนใคร เพราะว่าถ้าเหมือนใคร มันก็ไม่มีอะไรดีหรอกครับ สำหรับงานสถาปัตยกรรมนะ ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากได้บ้านเหมือนกับบ้านคนๆนั้นเลย ยกตัวอย่างไม่มีเจ้าของบ้านคนไหนอยากให้บันไดที่บ้านเหมือนบันไดที่บ้านเพื่อนของเขา มีแต่เขาอยากจะให้สถาปนิกออกแบบไม่เหมือนใคร เพราะฉะนั้นถ้าถามด้านปรัญชาในการทำงานของผม ข้อหนึ่งเลย คุณต้องทำงานไม่ซำ้กันเลย คุณจะต้องทำงานไม่ซำ้กับตัวคุณเองและไม่ซำ้กับใครเลย แสดงว่าคุณจะต้องครีเอทีฟอยู่เสมอ คิดอะไรที่ไม่เหมือนใครเลย ทีนี้ถ้าจะถามผมด้านปรัชญาข้อที่สอง ง่ายๆเลย ผมคิดว่าสถาปัตยกรรมต้องให้ความเบิกบาน ให้ความสงบ ให้มันนิ่ง เวลาเดินเข้ามาแล้วรู้สึกสงบดี สงบไม่ใช่สงบแบบป้าช้านะครับ สงบแบบเบิกบาน อย่างเราไปวัดเบญจมบพิตร เข้าไปข้างหลังมีศาลาราย รู้สึกสงบดี

บาราย หัวหิน
ที่ใช้กำแพงกันลม เพื่อให้นำ้นิ่ง



ชัชยากร:       คือหนูเคยไปฟังอาจารย์บรรยายที่งานอาษา
.เมธา:        งานอาษา อ๋อ (หัวเราะ)
ชัชยากร:      ได้ไปฟังอาจารย์พูด ที่อาจารย์เคยพูดถึงการออกแบบนำ้ให้นิ่ง
.เมธา:       เอ่อ พอมันนิ่ง ใจมันก็จะนิ่ง ทีนี้เราจะทำให้นำ้นิ่งเราต้องรู้วิธี เราต้องเรียนรู้ ออกแบบนำ้ให้นิ่งเราจะต้องกันลม คือเอาเป็นว่าผมจะสรุปให้ฟัง สิ่งที่เราจะทำมันต้องเรียนรู้ทั้งนั้น  ต้องมีความรัก ไม่รู้ว่ารักยังไงไม่สน แต่รักไม่เป็นนี่สิ หมายความว่าถ้าเราจะทำเกี่ยวกับความงาม มันก็ต้องศึกษา นอกจากว่ามีการคิดสร้างสรรค์อัตโนมัติ มีอิสระอัตโนมัติ มันเกิดมากับเรา ความคิดสร้างสรรค์มันอยู่ในตัวเราตั้งแต่เกิด แต่เรามาสร้างกะลามาครอบเราเอง ถ้าเราเอากะลาออกได้ มันจะเหมือนนกที่บินไปบนท้องฟ้า แต่ถ้าเป็นนกที่อยู่ในกรงทองมันก็บินไม่ได้ คือผมจะบอกว่า ที่ผมเดินไปปิดไฟทุกวัน อย่านึกว่าผมจะเข้าใจว่าไฟคืออะไร เนี่ยล่ะตัวอย่าง แต่ผมก็ใช้อยู่ทุกวัน ความรักก็เหมือนกัน เราเป็นพ่อคนแม่คน แต่อยากนึกว่าเขาจะรู้ว่าความรักคืออะไร เราต้องเรียนรู้ถึงความเมตตากรุณา เรียนนี่ไม่ใช่เรียนที่โรงเรียน แต่เรียนด้วยตัวเอง อย่างเรามีหมา ทำยังไงที่จะให้หมาอยากอยู่ใกล้ๆเรา หมามันรู้ว่าคนนี้มีความเมตตา ทำไมมันจะไม่รู้ คนไม่มีความเมตตามันไม่เข้าไปใกล้ๆหรอกครับ คือของผมนะครับ ข้อหนึ่งเราต้องทำงานไม่ซำ้กับตัวเองและไม่ซำ้กับคนอื่น พูดง่ายๆคือ ห้ามลอก มันลอกไม่ได้ อยากนึกว่าคนเขาไม่รู้   รู้  2.ผมชอบให้งานของผมมีความสงบ มีความเบิกบาน สงบแต่เบิกบาน ข้อสาม ผมชอบส่งเสริมลักษณะพิเศษของสังคมนั้น อย่างสังคมไทย มันก็ต้องมีอะไรไทยๆ แต่ไม่ใช่ลอกไทยมาเลย อย่างนั้นไม่ใช่  คือความมีเสน่ห์ของการเป็นชาวพุทธ มีความร่มเย็น มีความเมตตากรุณา มีอุเบกขา นี่คือความเป็นไทยครับ


.เมธา     คือผมอยากจะสนับสนุนความเป็นไทย มีในประเทศไทย ถ้าคุณทำที่ประเทศอินเดีย คุณก็ต้องส่งเสริมความเป็นอินเดีย คือความเป็น identity ของสังคมนั้นๆ คือไม่ใช่เอาวัสดุใหม่เข้าไปยัด รู้จักยาแดงไหม ยาแดงที่ใช้ทาแผล คือยาแดงถ้ามันยังใช้ได้ มันก็ใช้ได้ดีครับ ผมคิดว่าอะไรที่มันยังดีอยู่ ก็ใช้ได้ ไม่จำเป็นจะต้องใหม่จ๋าตลอด ข้อต่อไปข้อสี่ ผมคิดว่าความเป็นสมัยใหม่ ก็คือความเป็นเยาวชน คือความที่เราเกิดขึ้นมา จากเด็กมาเป็นคนรุ่นใหม่ มันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ความเป็นเยาวชนเราควรจะสนับสนุนเขา ผมสนับสนุนความเป็นสมัยใหม่ ความเป็นหนุ่มสาว คือการเป็นกบฏกับสิ่งต่างๆ การที่คิดว่าเราต้องมีอะไรที่ดีกว่าตอนเป็นเด็ก ต้องใหม่ นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญ คือความเป็นกบฏ อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร มันคือ creativity ของเราครับ มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะทิ้ง ผมสนับสนุน modernity ไปเถอะ ไปตามทางของเรา สำคัญที่สุดเลยคือ ไปตามทางตัวตนของแต่ละคน แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการทำลายคุณยายทิ้ง เข้าใจหรือเปล่า เรามีคุณย่าคุณยาย เราก็เก็บทำนุบำรุงเขาไป แต่เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เอา modernity เราเอา แต่เราจะไม่ฆ่าไม่ทำลายคุณยายเราทิ้งไป เพราะเราเป็นชาวพุทธ เรามีคุณย่าคุณยายเราก็ถนุถนอมท่านไป ผมสนับสนุนว่า คุณย่าคุณยายเราเป็นทรัพย์สมบัติ เขาเคยเห็นอะไรบางอย่าง ซึ่งบางทีสิ่งที่เขาเห็นมันเหมือนกับผมนั่งอยู่บนนี้ ผมเห็นถนน ถนนตรงๆ ผมเห็นรถวิ่งมา แต่ถ้าผมอยู่สูงขึ้นไปนะ อยู่บนต้นไม้ผมจะเห็นรถก่อนคนที่อยู่บนโคนต้นไม้ คนที่อยู่โคนต้นไม้ยังไม่เห็นรถเลย ผมอยู่ต้นไม้ ผมเห็นรถมาแล้ว ซึ่งคุณยายอาจจะเห็นอย่างนั้น แกอาจจะเห็นปัจจุบันก่อนเรา เพราะชีวิตแก แกผ่านมาเยอะ โลกใบนี้ไม่มีอะไรซำ้ เพราะสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นใหม่เสมอ จะไม่มีอะไรซำ้และไม่มีอะไรเหมือนเดิม อย่างทุกๆเช้า นกพิราบขัน ฟังดูขันเหมือนๆกันทุกเช้า แต่จริงๆไม่เหมือนกัน สรุปว่า ผมไม่มีอะไรต่อต้านความเป็นสมัยใหม่ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการไปฆ่าคุณยาย ผมไม่ยอม ผมไม่เห็นด้วยกับการลอกเลียนนะครับ คือ modernity ไม่ได้มีไว้ให้เราลอก เข้าใจเปล่าครับ ถ้าเราไปลอกมันเราจะมีปัญหา เราต้องการมัน แต่ไม่ใช่ลอก แต่ช่วยให้เรามีความเป็นหนุ่มสาว สดใส มีความเบิกบานใจ มีความทันต่อโลกทุกประการ ไม่ใช่มีไว้ให้เราลอก

แล้วก็ผมเป็นคนที่ไม่ต้องการอดีต แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ศึกษาอะไรเลยนะครับ เราต้องศึกษาอดีตอย่างดี แต่อย่าเอาอดีตไว้ในหัวเรา เราต้องเอาอดีตมาวางรอบตัวเรา คือ freedom อิสรภาพ คืออิสรภาพจากอดีต เข้าใจไหม อิสรภาพที่ผมพูดถึงคืออิสรภาพจากอดีต ไม่มีอดีตมากวน อดีตคือ ความทรงจำ อดีตคือความคิดทั้งหมดเลยที่ไม่ใช่ของเรา คือถ้าจะบอก from follow fuction มันไม่ใช่สิ่งที่เราคิด เราอย่าเอามาไว้ในนี้ (ในหัว) วางมันเอาไว้ อดีตมันคือความทรงจำทั้งหมด ทฤษฏีต่างๆนานา ที่ไม่ใช่ของเรา จริงๆแล้วอดีตคือ อีโก้ของเรา แต่ระวังให้ดีนะครับ ต้องศึกษาให้ดี อดีตคืออีโก้ของตัวเราเอง แล้วอดีตคือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า mind เอ็ม-ไอ-เอน-ดี mind

ภาพsketch ของอ.เมธา ที่เล่าถึง creativity

ชัชยากร:       จิตใจ
.เมธา:         มีคำพูดที่ต้องระวังมากๆเลย คือคำว่า จิตใจ แล้วก็มีกาย นี่คือใจ (เขียนให้ดู) มันมีคำว่าหัวใจ อันนี้คือหัวใจมีเส้นเลือดสี่เส้นห้าเส้น อันนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า heart ส่วนใจแปลว่า mind เวลาผมพูดคำว่าหัวใจ คนมีหัวใจ มันอาจจะไม่ได้มีความหมายว่าหัวใจอย่างนี้ มันใช้เหมือนกับคำว่าใจเหมือนกัน mind....ใจ มันอาจจะเป็นวิญญาณก็ได้ จิตวิญญาณ เคยได้ยินใช่ไหม

ชัชยากร:        Spiritual
.เมธา:          Spititual เก่งมาก..... จิตวิญญาณ ทีนี้ทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งใจ มันจะต้องกินอาหาร มันจึงอยู่ได้ พูดตามภาษาชาวพุทธ อาหารของจิต และอาหารของใจ กินอาหารได้หมดเลย ใจก็กินบุญได้ คล้ายๆอย่างนั้นน่ะครับ ฉะนั้นจะพูดคำว่าจิต กับคำว่าใจต้องระวังให้ดี คำว่าจิตมันไม่ได้เป็นคำนี้ mind ....... mind คือ อดีต คือความรู้ คือความทรงจำ memory..........   อดีต อย่างที่ผมบอก มีอีโก้ด้วย เพราะฉะนั้น การที่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นในหัวเรา คือเรามีอดีตเกิดขึ้นมานั่นเอง เกิดขึ้นมาปุ๊ป เราจะหมด freedom เลย ถ้ามีไอ้พวกนี้ มีความรู้เข้ามาในตัวเรา มีอดีต เราจะไม่มี freedom เลย ที่ผมบอก freedom คือ freedom จากอดีต ถ้าเรามี freedom เราจะมี creativity ถ้าเราไม่มี freedom เราไม่มีทางมีอันนี้ มันถูกบังคับว่าเราต้องเชื่อทฤษฏีนี้ เราต้องวิเคราะห์ เรารู้แล้ว แล้วมันจะมี creativity ได้ยังไง


creativity คือความสร้างสรรค์ มันคือการนำสิ่งใหม่เข้ามาในโลก ความหมายของมันคือ สิ่งใหม่ ที่ไม่ได้มาจากอดีตนะ สิ่งใหม่นั้นคือ กลิ่นใหม่ ฟอร์มใหม่ เสียงใหม่ก็ได้ อย่าง Frank Gehry ทำฟอร์มใหม่ให้กับโลก เราไม่เคยเห็นฟอร์มนั้นมาก่อน นี่แหละครับคือ creativity นำสิ่งใหม่เข้ามาในโลก Zaha Hadid ก็นำสิ่งใหม่เข้ามาในโลก  เพราะอะไรรู้เปล่า เพราะในส่วนลึกในจิตและใจของเขาดึงอดีตออกไปได้ คืนจากอดีต คืนจากความทรงจำ คืนจากอีโก้ มันก็จะเกิด creativity ทันที มันคือ.....นก ที่จะบินไปบนดวงดาวได้ (วาดรูปนก) ฐานของ creativity คือ freedom ....... freedomจากอะไรครับ freedomจากอดีต มันไม่มีการลอก ไม่ได้ลอกใคร อย่างไอสไตล์คิดใหม่ ถ้ามีอดีตจะคิดใหม่ไม่ได้

Zaha Hadid

Frank Gehry


ชัชยากร:       อย่างบีโธเฟ่น คิดดนตรีใหม่

.เมธา:         จะว่าบีโธเฟ่นคิดดนตรีใหม่ มันเป็นคำพูดที่ผิด creativity ก็เหมือนกันครับ เดี๋ยวเขียนให้เลยดีกว่า มันไม่ใช่ครับ เอางี้ดีกว่า เพื่อให้แน่ใจ มันไม่ใช่ความคิด มันคือความรู้สึกครับ เป็นตัวแม่ของมัน ความคิดจะต้องมี แต่เป็นลูก นี่คือ creativity มี emotion และ passion คือตัวแม่ของ creativity ...............คือ creativity เท่ากับวงๆนี้ (วงปากกา) ตัว feeling เท่ากับคำนี้ ความคิด คือความคิดของเรา เป็นลูก เป็นลูกนี่เป็นลูกคนที่35 ไปไกลๆเลย........ นี่คือตัวเรา ความคิดสร้างสรรค์ขอเรา เพราะฉะนั้นจุดของแต่ละคน เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยครับ ความคิดตามทันกันได้ง่ายเลย อ่านเอาก็ได้  Zaha Hadid คิดอย่างไรล่ะ อ่านเอาดิ มันตามกันทัน แต่ความรู้สึก ไม่มีทาง ความรู้สึกของคนมันต่างกันมากมาย ไม่มีทางตามทัน  

บาราย หัวหิน


.เมธา:           อาชีพนักออกแบบกับดีไซน์เนอร์ มันเป็นยังไงเหรอฮะ ดีไซน์เนอร์อาจไม่ใช่สถาปนิกก็ได้ สถาปนิกเป็นอาชีพที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก มีคนเขียนแบบ มีผู้รับเหมาก่อสร้าง ส่วนดีไซน์เนอร์อาจจะเป็น แฟชั่นดีไซน์เนอร์ หรือกราฟิกดีไซน์เนอร์ มันอาจจะทำโดยคนๆเดียวก็ได้ ส่วนสถาปนิกไม่มีทางทำคนเดียว มันเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากครับ ส่วนดีไซน์

เนอร์ทำตัวคนเดียวได้ ข้อสองสถาปนิกทำงานสถาปัตยกรรม งานสถาปัตยกรรมมันเกี่ยวกับฟอร์มครับ มันเกี่ยวกับสามมิติ ส่วนดีไซน์เนอร์อาจจะสองมิติก็ได้ หรือสามมิติก็ได้ แต่งานสถาปัตยกรรมมันเกี่ยวกับ space ถ้าสองคนมี creativity ทั้งคู่ อันนี้คิดฟอร์มใหม่ คิดspaceใหม่  ส่วนอันนี้คิดกราฟิกใหม่ แต่อันนี้มันเกี่ยวกับสามมิติ และเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก คือสถาปนิกกับดีไซน์เนอร์ต่างกันยังไง มันต่างกันมากเลยครับ ฟอร์มที่สถาปนิกคิด จะต้องมีความตั้งใจและมีความตั้งการ ไม่มีทางที่ทำขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล แต่ผมว่างานกราฟฟิก งานอาร์ตทำขึ้นมาโดยไมม่มีความต้องการได้ครับ แต่สถาปัตยกรรมไม่มีความต้องการไม่ได้ อย่างน้อยมันต้องรู้ฟังก์ชัน ว่าห้องนี้เป็นห้องนำ้ ห้องmultipurpose หรือมันจะเป็นอะไรซักอย่างหนึ่ง ไม่จะไม่มีฟังก์ชันเลยไม่ได้ครับ  ความสงบ ความร่มเย็น ความนิ่งก็เป็นฟังก์ชันอย่างนึง แต่อันนี้อาจจะไม่มี อย่าง sculpture มันไม่มีฟังก์ชันอะไร ฟังก์ชันของมันคือความงามมั้ง แต่เราจะสร้างอะไรให้งาม แต่ใช้อะไรไม่ได้เลยนั่นแหละคือความต่างครับ พูดเร็วๆอาจจะไม่เข้าใจ ไม่ต้องคิดเรื่องนี้หรอก คิดเรื่องอะไรก็ได้ ผมตอบหมดแล้วนะ

เปรียบเทียบสถาปนิก กับดีไซน์เนอร์



.เมธา:                ลองถามอะไรมาก็ได้ ถามมาเลย
ชัชยากร,ธงไชย: (หัวเราะ)
ธงไชย:                  ผมอยากถามถึงการเป็นศิลปินแห่งชาติ
.เมธา:                อย่าไปคิดอย่างนั้นครับ จริงๆนะ มันไม่ได้ช่วยอะไรเราหรอก ผมอยากจะแนะนำว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น มันเป็นเรื่องของสังคม แต่มันไม่ได้ช่วยเราหรอก ที่จะทำให้เราเป็นสถาปนิก ครีเอทีฟ หรือเป็นคนคิดสร้างสรรค์ มันเป็นตำแหน่งทางสังคม อย่าเพิ่งไปคิดอะไรตรงนั้น มันจะมาของมันเอง คนที่มีความสุขที่สุดในโลก คือคนที่ได้ทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ เป็นคนอย่างนั้นดีกว่า แล้วก็สิ่งที่เขาทำ มันดีต่อคนอื่นด้วย แล้วที่ได้มา ศิลปินแห่งชาติ มันไม่สำคัญหรอกครับ ถ้าเราจะทำอะไรนะ นึกถึงคนอื่น คิดที่จะช่วยคนอื่น ให้ประเทศ มีความภูมิใจ อย่างนี้ดีกว่า ให้คิดทำงานสถาปัตยกรรมหรือศิลปกรรมให้มีคุณค่าสมกับที่เราทำขึ้นมาเพื่อให้โลกได้ชื่นชม ไปคิดอย่างนั้นมันจะได้อะไร มันจะทำให้เรายิ่งเป็นตัวของเราเองน้อยลง อย่าไปหวังอะไรเลยครับ ทำให้กับโลกดีกว่า คือถ้าเราทำงานออกมาดี ออกมาดีจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ทำให้กับโลกของเรา อย่าง Zaha Hadid เขาก็ทำให้กับโลก ไม่ได้ทำให้ตัวเขาคนเดียว เขาก็ให้กับเราด้วย เขาพระวิหารที่สร้างขึ้นมาเนี่ย มันเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลกด้าน spititual






ชัชยากร:        ขอถามอาจารย์ที่อาจารย์พูดเรื่อง sketch
.เมธา:          อ๋อ
ชัชยากร:        sketch กับ creativity คือหนูเป็นคนชอบ sketch หนูเลยเอาภาพsketch มาให้  อาจารย์ดู (หยิบภาพให้ดู)
.เมธา:          เออ ดีๆ
ชัชยากร:        คือหนูไม่รู้ว่าวาดอะไรลงไป
.เมธา:          ดีๆ ผมชอบ ดีครับดี และผมคิดว่ามันเป็นสิ่งใหม่ คนเขียนมันไม่ได้มีอะไรติดอยู่ในใจ มีครีเอทีฟ ผมจะบอกให้เลยว่า เป็นคนช่างคิด
ชัชยากร:         อย่างอันนี้เป็นภาพที่ได้จากการตัดรูปจากนิตยสาร แล้วมาแปะลงไป
.เมธา:           ดีๆ
ชัชยากร:         บางคนอาจจะบอกว่า ภาพดูไม่รู้เรื่อง
.เมธา:           คือเราไม่รู้ก็ไม่เป็นอะไร มันเป็นการประลองฝีมือกับตัวเอง ต่อไปคุณจะต้องใช้สิ่งนี้ทั้งหมดที่คุณทำ ยอดเยี่ยมมาก ผมบอกเลย ตัวผมเองก็ไม่เคยเห็น สวยดี
ชัชยากร:          บางครั้งหนูไปดูหนังหรือไปเห็นอะไรมา แล้วเอามาวาด
.เมธา:            เออ ควรจะทำต่อไป ควรจะทำไปเรื่ิอยๆ เพราะมันเป็นการฝึกฝีมือ ฝึกให้ตา ฝึกความคิด ได้ออกกำลังความสร้างสรรค์ของเรา มีกำลัง แต่สิ่งที่ดี ที่ผมบอก มันอาจไม่ใช่ดีทางจริยธรรม ดีเพราะมันเป็น creativity ครับ ดีมากครับ สวยดี
ชัชยากร:           วันนี้เลยเอามาให้อาจารย์ดู

.เมธา:             แต่ไม่ใช่สวยแบบสวยนะ มันสวยแบบมีกำลัง มีกำลังที่จะเขียนแบบไม่เหมือนคนอื่น เขียนสิ่งนี้เป็นสิ่งดีครับ
ชัชยากร:            แล้วถ้าเป็นสถาปนิกด้วย วาดรูปไปด้วย

ภาพโดย ธงไชย



.เมธา:           ดีมากครับ คือผมจะบอกอะไรให้นะ อย่างเวลาจะเขียนรูปขึ้นมารูปหนึ่ง แล้วเรารู้ว่าอันนี้ใหญ่เท่าไหร่ สมมติ อันนี้ก็เป็นสถาปัตยกรรมได้แล้ว มันจะใหญ่เท่าไหร่ก็ได้ มันจะเล็กนิดเดียวก็ได้ สถาปัตยกรรมมันจะต้องเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ครับ มันเป็นฟอร์ม มันต้องมี dimention มีขนาดของมัน อย่างผมเขียนอันนี้ ผมเขียนดวงจันทร์ สวยทั้งคู่ครับ พวกคุณสองคนเก่งทั้งคู่ แต่คุณ (ธงไชย) มีความเป็นไทยมาก ผมพูดให้ระวัง คือมีอดีตมาก    ส่วนคุณ
(ชัชยากร) มีอดีตน้อยกว่าคนนี้
ชัชยากร:           แต่ภาพหนู บางคนอาจบอกว่า ดูไม่รู้เรื่อง
.เมธา:             ไม่เป็นไร
ชัชยากร:           ตอนนั้นคิดว่าพยายามวาดให้คนดูรู้เรื่อง แต่พอได้มานั่งฟังอาจารย์พูดเลกเชอร์ ก็เลยคิดว่า เออ งั้นเราก็ทำของเราต่อไป (หัวเราะ)
ธงไชย:              (หัวเราะ)
.เมธา:             ก็ทำของเราต่อไป ถูกต้อง การเป็นตัวของคุณเป็นสิ่งที่สำคัญ ทำต่อไปอย่าหยุดยั้ง นั่นแหละครับ คือความมีศิลปิน แต่ละคนในโลกนี้ไม่เหมือนกัน คุณทั้งสองคนเป็นคนมีบุญมาก ได้เขียนในสิ่งที่เราอยากจะเขียน มีอำนาจ สิ่งที่อยู่ในใจเรามีกำลัง ถึงทำอย่างนี้ได้ ผมไม่รู้จะพูดว่าอะไร มีความสามารถ มีฮะ


พระพุทธชินราช


ชัชยากร:            เอ่อ คือ ตอนที่หนูเรียน เรียนดีไซน์ หนูก็ไม่ได้เก่งอะไร เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงขั้นอ่อน หนูคิดว่าคงเป็นสถาปนิกไม่ได้ อาจารย์จะบอกว่า คนนี้เก่ง คนนี้ไม่เก่ง
.เมธา:              อาจารย์แกเรียนมา แกจะตัดสินที่อาจารย์ใช้อยู่ แกดูจาก image ที่เขาเห็น ดู content ธรรมดาเขาดูแค่นี้ ตัดสิน ไอ้ image นี้มันไม่เคยเห็นมาเลยหรือเปล่า คือ เอ๋ ไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาเลยในโลกนี้ หรือไม่เป็น original image เข้าใจหรือเปล่า คือ คนๆนี้ทำขึ้นมา คือครีเอทีฟมาก ครีเอทีฟคือการนำสิ่งใหม่เข้ามา creativity...... หรือเป็น image ที่ลอกมา เพราะฉะนั้นไอ้ที่ลอกมา หรือ copy พวกนี้ image ตำ่ ทีนี้มาถึง content ภาษาไทยมันก็คือ จุดมุ่งหมาย ถ้า image กับ content รวมกันได้ดีมาก ซึ่ง image ก็จะต้องมีฟอร์ม มีเส้น มีอะไรของมัน มีพื้นผิวก็ได้ ถ้า image กับ content มันรวมกันได้ดีนะครับ พระพุทธชินราช เดี๋ยวผมเขียน   
......พระพุทธชินราชนั่ง (วาดรูป) มือท่านสวยจัง ท่านยิ้มด้วย ทำให้เรารู้สึกถึงธรรมะ content ก็คือ ธรรมมะ image ก็คือ รูปที่เราเห็น เหมือนกันเป็นหนึ่งเดียว แยกไม่ออกเลย อันนี้ต้องให้คะแนน A+ แล้วอย่างนี้ ......image เป็น image ใหม่ แต่อันนี้ไม่ใช่ image ใหม่ อาจจะได้เออย่างเดียว ไม่ใช่เอบวก มันเป็น image เดิม แต่เขาทำได้ยอดเยี่ยมมากเลย แต่มัน copy มา ก็ลดบวกลง ทั้งสองลงตัวกันได้อย่างดี มันคือสัญลักษณ์ Unity มันคือ Harmonies คือกลมกลืนมากเหลือเกิน แยกกันออกไม่ได้เลย จะดึงตัวพระพุทธเจ้าออกจากพระพุทธชินราชไม่ได้เลย

content มันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มันเป็น intangible ส่วน image มันเป็นฟอร์ม จับต้องได้ เป็น tangible นี่ชั้นหนึ่งเลย ตัดสินได้เลย มันเป็น original image และเป็น original content ด้วยนะ สำหรับผมมันมีอยู่อย่างหนึ่ง คือ devotion ครับ การเสียสละ ที่จะทำงาน คือมันรักมาก เสียสละชีวิตก็ยอม ถ้ามันมีทั้ง image, content, devotion มันจะมี quality พุ่งขึ้นไปเลย ถ้ามี image กับcontent แต่ไม่มีความเสียสละน่ะเหรอ ..........ธรรมดาคนปกติจะใช้สามอย่างนี้ตัดสิน แต่นี้ผมยังไม่รวม spiritual นะ มันลึกไปอีก ฉะนั้นสิ่งที่สูงขึ้นๆ มันเป็นสิ่งที่สูงขึ้นหรือ beyone สำคัญมากเลยครับ เราต้องรู้ เราต้องพยายามมากเลยครับ ให้มันสูงๆๆขึ้นไปอีก สุดความสามารถ แล้ว quality คือคุณค่า คือ value คุณค่าของมันจะสูงตามขึ้นไปด้วย ไม่มีอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าตอบ คือ แต่ละคนในโลกนี้ไม่เหมือนกันครับ ทำในสิ่งที่เราชอบต่อไป พอเข้าใจนะ



ก่อนจะกลับบ้านผมขอบอกไว้อย่างหนึ่ง จำไว้ imageability มีอย่างเดียวไม่พอ มันจะต้องสวย คือ quality ของ art  มันต้องมีทั้ง image มันต้องมีทั้ง content มีแต่ image สวยแต่รูป มันไม่พอ มันอยู่ได้ไม่นาน มันต้องทั้งสวย ทั้งมี content ด้วย  คือ มีจุดมุ่งหมาย มีความตั้งใจ โอเคนะ....... เวลาผมพูดอะไรเราอย่าไปเชื่อมันนะ ไปคิดดูให้ดีก่อน คิดดูก่อนว่ามันจริงหรือไม่กับเรา อย่าเพิ่งไปเชื่ออะไรมัน อย่าเพิ่งเชื่อเร็วเกินไป creativity จะลดลง ถ้าจะเชื่อ มันเชื่อไม่ได้หรอกครับ เราจะคิดแล้วคิดอีก รู้สึกแล้วว่ามันใช่ มันจะเข้ามาในฐานะเป็น wisdom นะครับ กระตุ้นให้เราเป็นตัวของตัวเอง สรุปคำสุดท้ายคือ เป็นตัวของคุณเอง นั่นคือสิ่งที่โลกเรารออยู่ ไปหาโลกของคุณ มันอาจจะว้าเหว่หน่อยนะครับ แต่มีคำสุดท้ายที่อยากบอกให้พวกคุณฟัง โลกนี้คือความว้าเหว่ครับ มันมีคำว่า alone กับอีกตัว aloneness ผมอยากให้คุณเป็นอย่างนี้ aloneness คือ คุณอยู่ด้วยตัวของคุณเองได้ อย่างมีความสุข มันจะทำให้คนนี้มีความทุกข์ หรือเสียใจไม่ได้ คุณไปหาเขา เขาก็มีความสุข คนนี้คือคนที่ควรจะเป็น

คุณอยู่ด้วยตัวคุณเองได้ อย่างมีความสุข : เมธา บุนนาค




















ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://patternity.org/wordpress/wp-content/uploads/2013/06/Patternity_ColourblockVilla_uis-barragan-san-cristobal.jpg
http://www.styleture.com/wp-content/uploads/2012/05/luis-barragan1.jpg
http://cdn.media.kiwicollection.com/media/property/PR007186/xl/007186-05-tranquility-courtyard.jpg
http://adbr001cdn.archdaily.net/wp-content/uploads/2011/01/1325168096_02_luke_stearns.jpg
http://jayanti2600.files.wordpress.com/2012/06/0000000000000000000.jpg

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย nicodemos. ขับเคลื่อนโดย Blogger.