![]() |
| Lina Bo Bardi |
ผลงานสถาปัตยกรรมในบราซิลที่น่าสนใจก็มีอยู่มากมาย แต่ผลงานสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์โดยสถาปนิกหญิงอย่าง Lina Bo Bardi ผลงานของเธอเรียกได้ว่ามีความโดดเด่น และมีอิทธิพลมากในบราซิล ด้วยลักษณะงานสถาปัตยกรรมที่มีความชัดเจนของรูปทรงอาคาร และมีความเป็นสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์น
Lina Bo Bardi เป็นชาวอิตาลีที่เลือกมาทำงานที่บราซิล ซึ่งในยุคนั้นสถาปนิกในบราซิลมี Lúcio Costa และ Oscar Niemeyer ที่มีอิทธิพลในงานออกแบบของบราซิล ซึ่งเธอตัดสินใจถูกแล้วที่มาที่นี่ เพราะภายหลังเธอได้เป็นสถาปนิกที่เปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมของบราซิล ซึ่งในชีวิตทำงานเธอเป็นคนอุทิศกับงานที่เธอทำ นอกจากงานสถาปัตยกรรมแล้ว เธอยังเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับ
![]() |
| Lina Bo Bardi |
Lina Bo Bardi จบการศึกษาที่ the Rome College of Architecture ประเทศอิตาลี จากนั้นเมื่อเธออายุได้ 25 ปี เธอได้ย้ายไปอยู่มิลาน ซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์สถาปัตยกรรมโมเดิร์นให้กับเธอ โดยไปเริ่มต้นทำงานกับ Gio Ponti สถาปนิกชาวอิตาลี, นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเป็นบรรณาธิการของนิตยสาร Domus ทำให้Lina ได้ความรู้และประสบการณ์ด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ งานสถาปัตยกรรม และแฟชั่น แต่พอถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายเป็นช่วงลำบากของเธอ เธอต้องหยุดอาชีพสถาปนิก และหันมาทำงานด้านนิตยสารอย่างเดียวเป็นเวลา 4 ปีจนได้เป็นรองบรรณาธิการนิตยสาร Domus และร่วมเขียนบทความให้กับนิตยสารอื่นๆ เช่น นิตยสาร L'Illustrazione Italiana และนิตยสาร Grazia
เธอเคยเขียนบทความหนึ่งที่เล่าความรู้สึกของเธอในช่วงสงครามโลกว่า "ปีนั้นมันควรจะเป็นช่วงเวลาของความสุข ได้เห็นแสงแดดและท้องฟ้าสีฟ้า แต่ฉันกลับต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในชั้นใต้ดินเพื่อเป็นที่พักและที่หลบภัยจากระเบิดและปืน" ทำให้ในตอนนั้นเธอได้เข้าร่วมต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ของอิตาลี แต่พอสงครามสิ้นสุดลง เธอได้พบกับ Pietro Maria Bardi ทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1946 และครั้งนั้นทำให้เธอย้ายไปอยู่บราซิลอย่างถาวร
ในปี 1946 Lina และสามีได้เดินทางท่องเที่ยวไปทวีปอเมริกาใต้ แล้วเดินทางมาถึงประเทศบราซิล พวกเขาตัดสินใจตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ แต่เส้นทางอาชีพของเธอที่นี่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะในตอนนั้นบราซิลยังไม่มีสถาปนิกที่เป็นผู้หญิง เธอรู้สึกว่าการหางานทำที่นี่มันยากมาก แต่เธอก็พยายามแสดงจุดยืนของเธอ โดยเธอเริ่มศึกษาสังคมและวัฒนธรรมของบราซิลอย่างจริงจัง จนเธอพบว่าในบราซิลมีแหล่งที่รวบรวมผลงานศิลปะต่างๆที่ไม่ค่อยดีนัก การค้นพบของเธอทำให้เธอได้งาน โดยในระหว่างนั้นเธอกับสามีได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทที่นี่และร่วมทำนิตยสารเกี่ยวกับบ้านและการตกแต่งภายในชื่อ Habitat และอีกปีต่อมา Assis Chateaubriand (นักการเมืองที่มีอิทธิพลในบราซิล) ได้ให้เธอมาช่วยออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะของเมืองเซาเปาโลชื่อ MASP (the São Paulo Museum of Art) โดยใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 11 ปี โดยลักษณะอาคารมีจุดเด่นในเรื่องของโครงสร้างช่วงกว้าง ถ้าดูจากรูปลักษณ์ของอาคารแล้วจะรู้ว่าเธอศึกษาเรื่องสถาปัตยกรรมและโครงสร้างมาอย่างดี
![]() |
| Lina Bo Bardi และ Pietro Maria Bardi |
![]() |
| พิพิธภัณฑ์ MASP |
the São Paulo Museum of Art (MASP)
![]() |
| อาคาร MASP จากมุมสูง |
เมื่อ Lina ได้รับมอบหมายให้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ MASP รัฐบาลได้บอกกับเธอว่า โครงการนี้จะเป็นโครงการที่เป็นพื้นรวบรวมผลงานศิลปะและพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน ด้วยที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ในย่านพอลลิส อเวนิว(Paulista Avenue) ที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เธอจึงมีความคิดว่าให้โครงการเป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและเมือง โดยเธอได้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ให้มีลักษณะเหมือนกล่องกระจกขนาดใหญ่ที่ถูกพาดด้วยแท่งคอนกรีตสีแดง ทำให้อาคารขนาดใหญ่นี้ให้ถูกยกขึ้นไปข้างบน เกิดพื้นที่ว่างใต้อาคารที่เชื่อมโยงระหว่างพิพิธภัณฑ์และพื้นที่ของเมือง
ความงามของอาคารจึงเป็นความงามที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทางโครงสร้างวิศวกรรม ตัวอาคารมีภาษาในตัวเอง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังงานวิศวกรรมนั่นคือ José Carlos Figueiredo Ferraz วิศวกรโครงสร้างที่ช่วยเหลือ Lina ตลอดทั้งโครงการ ด้วยลักษณะความยาวของอาคารประมาณ 75 เมตรที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นมาประมาณ 8 เมตร จึงต้องใช้โครงสร้างช่วงกว้างในการออกแบบ โดยเสาและคานที่ใช้จึงมีขนาดใหญ่มาก(โครงสร้างสีแดง) ประกอบด้วยเสา 4 เสาขนาด 4 x 2.5 เมตร และคาน 2 คานที่เป็นตัวสนับสนุนเสาไว้
![]() |
| อาคารที่สร้างความสัมพันธ์ให้กับเมือง |
| การใช้พื้นที่ใต้อาคารพิพิธภัณฑ์ (ภาพโดย http://www.cabinetmagazine.org/) |
การเชื่อต่อของโครงสร้างในลักษณะนี้ ทำให้เกิดโครงสร้างที่เรียกว่า โครงสร้างความตึง (Tension Structure) โดยพิพิธภัณฑ์ MASP เป็นการพัฒนาสถาปัตยกรรมแบบ Brutalist (สถาปัตยกรรมคอนกรีต) ในยุคโมเดิร์นให้ก้าวหน้าขึ้น โดยเธอบอกว่า เธอได้แรงบันดาลใจมาจากงานสถาปัตยกรรมอิตาลีอย่าง Pinacoteca di Brera ที่เป็นหอศิลป์ที่ใช้แสดงงานศิลปะสาธาณะ ทำให้เธอคิดว่าพื้นที่จัดนิทรรศการของอาคารพิพิธภัณฑ์ MASP ควรปราศจากผนัง เพื่อให้เกิดพื้นที่เปิดมากขึ้นทั้งพื้นที่ภายในและภายนอก ฉะนั้นพื้นที่ด้านใต้ของอาคารจึงมีลักษณะเหมือนใต้ถุนที่สามารถใช้ทำกิจกรรมต่างๆได้
อาคารแห่งนี้จึงมีความเป็นอิสระ และทำให้ศิลปะเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของเมืองและประชาชน โดย Lina ได้ออกแบบให้อาคารมีความยืดหยุ่นในการจัดนิทรรศการทั้งพื้นที่ภายในและภายนอก
![]() |
| ลักษณะสถาปัตยกรรม Brutalist |
| Pinacoteca di Brera |
![]() |
| ด้านข้างของพิพิธภัณฑ์ |
![]() |
| ลักษณะการจัดแกลอรีในปี 1957- 1968 ที่มีความอิสระในการจัดวาง |
![]() |
| พื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์ |
| พื้นที่ภายในพิพิธภัณฑ์ |
อาคาร MASP เป็นเครื่องที่พิสูจน์ถึงศักยภาพของสถาปนิกที่ช่วยส่งเสริมและรับผิดชอบสังคมผ่านงานออกแบบ อาคารหลังนี้จึงเป็นตัวอย่างอาคารที่พยายามปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์นที่มีควาามสัมพันธ์กับเมือง และมีความสัมพันธ์กันระหว่างการเมืองและศิลปะ ซึ่งปัจจุบันอาคาร MASP ได้เป็นสัญลักษณ์และรูปแบบสถาปัตยกรรมของบราซิล
The Glass House
![]() |
| The Glass House |
ในชานเมืองเซาเปาโลในเขต Morumbi มีงานสถาปัตยกรรมที่น่าศึกษาอีกงานหนึ่ง นั่นคือ The Glass House เป็นงานที่ Lina Bo Bardi ออกแบบและสร้างเสร็จในปี 1951 เพื่อเป็นบ้านที่เธอไว้พักอาศัยกับสามี โดยถ้าดูจากลักษณะบ้านจะเป็นอาคารที่มีความเรียบง่ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ตัวอาคารเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก มีเสากลมขนาดเล็กและบางที่ยกระดับอาคารขึ้นไป โดยมีบันไดเหล็กเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างทางเดินไปสู่บ้านพัก
ด้วยที่ตั้งอาคารอยู่บริเวณเนินเขา มีบริบทรอบๆเป็นป่า ทำให้เธอออกแบบบ้านที่มีกรอบอาคารเป็นกระจก ทำให้สามารถมองเห็นพืชพรรณได้โดยรอบ ซึ่ง Lina ออกแบบให้พื้นที่ใช้สอยของบ้านทั้งหมดถูกยกขึ้นเหนือพื้นดิน ทำให้พื้นที่ชั้นล่างดูไหลและต่อเนื่องไปกับบริบท ทั้งตั้นไม้ ทางเดิน และตัวสถาปัตยกรรม
![]() |
| The Glass House |
![]() |
| The Glass House |
Lina ได้ออกแบบให้บ้านพักเหมือนกล่องที่ถูกยกขึ้น แฝงตัวไปกับพืชพรรณและต้นไม้ ซึ่งเธอบอกว่า มันคือ "เรือนกระจกในเขตร้อนชื้น" ด้วยความหนาแน่นของต้นไม้นี่เอง เมื่อมองจากถนนอาจมองไม่เห็นตัวบ้าน แต่ Lina ได้ท้าทายธรรมชาติด้วยการใช้สีขาวของเหล็กและกระจกตัดกับสีเขียวชอุ่มของป่าไม้ มันเป็นความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งเธอได้ศึกษางานของ Le Corbusier และได้แรงบันดาลใจจาก Mies van der Rohe โดยเฉพาะอย่างยิ่งผนังกระจกและงานตกแต่งภายใน
งานตกแต่งภายใน Lina ตั้งใจให้มีเสาน้อยที่สุด เหมือนงาน Barcelona Pavilion ของมีส ฟาน เดอร์ โรห์ โดยมีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้มีความยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเธอมีของสะสมที่เป็นงานศิลปะมากมาย แล้วนำมาจัดวางเหมือนแกลอรีเล็กๆ นอกจากนี้เธอได้เลือกใช้สีของเฟอร์นิเจอร์ที่ดูกลมกลืนกับสีวัสดุอาคาร เพื่อให้พื้นที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสคสีฟ้าได้สะท้อนแสงออกมา ที่สำคัญอิทธิพลในงานของ Le Corbusier และมีส ฟาน เดอร์ โรห์ เป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพของเธออีกด้วย
![]() |
| บันไดทางเข้า |
เนื่องจากที่ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ลาดชัน ฉะนั้นการวางผังจะต้องยกตัวอาคารขึ้นไปโดยให้มีความลาดเอียงเล็กน้อย โดยในผังชั้นแรกมีการออกแบบลาน (courtyard) ที่จัดสวนไว้อยู่ข้างๆบันได ซึ่งพอขึ้นบันไดมาถึงชั้นสองที่เป็นส่วนของที่พักอาศัย เราจะเห็นพืชพรรณที่ไม่เห็นรากต้นไม้ตามผนังกระจกที่ดูเหมือนภาพจิตรกรรมจากธรรมชาติ และถัดมาอีกด้านหนึ่ง Lina ออกแบบพื้นที่ที่มีลาน (courtyard) ที่ยาวและแคบเพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามายังตัวอาคารที่เป็นพื้นที่ห้องนอน แล้วออกแบบให้ผนังส่วนนี้เป็นผนังทึบ โดยเฉพาะผนังด้านหลังที่ยาวลงไปถึงชั้นล่าง เธอออกแบบให้เป็นผนังรับน้ำหนักแทนเสาคำ้ยัน ซึ่ง The Glass House ในปัจจุบันใช้เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการที่ไว้ศึกษางานสถาปัตยกรรมและรวบรวมผลงานของเธอ
![]() |
| Site Plan |
![]() |
| ภาพสเก็ตช์ The Glass House |
![]() |
| The Glass House |
![]() |
| นิทรรศการ |
Furniture and Drawing
นอกจากงานสถาปัตยกรรมแล้ว Lina ยังเป็นศิลปินและนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่รู้จักมากสุดคือ Bowl Chair เป็นเก้าอี้ทรงกลมคล้ายกับถ้วยชามขนาดใหญ่ เธอออกแบบ Bowl Chair หลังจากที่ออกแบบบ้านของเธอเอง (The Glass House)
Bowl Chair เป็นเก้าอี้ที่มีรูปทรงที่เรียบง่าย อิสระ สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่ง Lina ได้ออกแบบให้ตัว Bowl Chair มีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเบาะเก้าอี้ และส่วนที่เป็นโครงเหล็ก และด้วยความยืดหยุ่น ถอดประกอบได้ง่ายนี้เอง จึงทำให้เก้าอี้ทรงกลมเหมือนถ้วยได้รับความนิยมมาก และใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลงานของเธอยังได้นำไปจัดนิทรรศการ "Lina Bo Bardi Together" ในปี 2014 ที่สำคัญเธอได้ผลิตเก้าอี้จำนวน 500 ตัว ที่หุ้มด้วยหนังสีดำ แล้วนำรายได้ทั้งหมดไปสร้าง Lina Bo and P.M. Bardi Institute
![]() |
| Drawing |
![]() |
| Drawing |
![]() |
| เฟอร์นิเจอร์ Bowl Chair |
![]() |
| ภาพ sketch เก้าอี้ในปี 1950 |
![]() |
| Bowl Chair |
![]() |
| Bowl Chair หนังสีดำ |
ทั้งชีวิตของ Linda Bo Bardi เธอได้อุทิศการทำงานให้กับบราซิลในการสร้างผลงาน และวัฒนธรรมให้กับบราซิล แม้ผลงานเธออาจจะมีไม่มาก แต่ผลงานของเธอได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษามาถึงปัจจุบัน
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
http://images.adsttc.com/
http://www.bbc.com/culture/story/20140611-brazils-best-kept-secret
http://ndlr.eu/wp-content/uploads/2013/09/lina-bo-bardi-drawings-5.jpg
http://www.metropolismag.com/1(15).jpg
https://placesjournal.org/article/lina-bo-bardi-and-the-architecture-of-everyday-culture/
https://en.wikipedia.org/wiki/Lina_Bo_Bardi
http://sketch42blog.com/2013/09/glass-houses-casa-de-vidro/
http://d3u970w7fhbwyj.cloudfront.net/wp/wp-content/uploads/2008/12/MASP4.jpg
http://s3.transloadit.com.s3.amazonaws.com/4b30ae61b7c84e42b6be045272ec3211/59/d05c944e6fe1438934e34238314334/casa_site-map.jpg
http://www.espasso.com/mailmkt/sft/bowl/
https://www.pinterest.com/pin/430093833136722521/

























ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น